บทความ

คำวินิจฉัยที่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติว่าด้วยการสันนิษฐานโทษทางอาญา

29/10/2020
463

Highlight


  • การที่กฎหมายบัญญัติข้อสันนิษฐานความผิดอาญาของผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยได้กระทำการหรือมีเจตนาประการใดเกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้น ขัดต่อหลักข้อสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ

          มูลเหตุของคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 ซึ่งตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมการผลิต การขาย และการนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ให้เป็นไปโดยสุจริต รวมทั้งควบคุมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมภาคเกษตรกรรมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันเป็นการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวมของประเทศทางด้านเกษตรกรรม ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต และปัจจุบันมีการสั่งปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศมาจำหน่ายและผสมเพื่อจำหน่ายมากขึ้นทุกปี

          อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าปุ๋ยเคมีที่พบจำหน่ายในท้องตลาดมักจะเป็นปุ๋ยเคมีปลอม ปุ๋ยเคมีไม่ได้มาตรฐาน หรือปุ๋ยเคมีที่เสื่อมคุณภาพ น้ำหนักปุ๋ยก็น้อยกว่าที่แจ้งในฉลาก ปริมาณธาตุอาหารไม่ถูกต้องตามข้อความที่แจ้งไว้ในฉลาก เป็นการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรและหวังผลกำไรเกินควร โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่เกษตรกร และยังเสียหายต่อนโยบายการส่งเสริมการเกษตรของรัฐบาลอีกด้วย

          พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 จึงเป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบการประกอบอาชีพของผู้ประกอบธุรกิจปุ๋ยมิให้กระทำการโดยหวังผลกำไรเกินควร และคุ้มครองเกษตรกรให้ได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจปุ๋ย จึงมีการกำหนดความผิดและโทษอาญาไว้

          กรณีที่เป็นปัญหาในเรื่องนี้ คือ มาตรา 72/5 ของพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 ซึ่งบัญญัติว่า
          “ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล เว้นแต่กรณีตามมาตรา 72/2 ให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น”

          ปรากฏว่า มีประธานสหกรณ์และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแห่งหนึ่ง ถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยอินทรีย์ปลอมโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสระแก้ว คดีหนึ่ง กับอีกคดีหนึ่ง มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำกัดแห่งหนึ่ง ถูกดำเนินคดีอาญาฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า โดยมีปริมาณอาหารรองรับต่ำกว่าร้อยละ 10 ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือระบุในฉลาก ซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดมีนบุรี

          จำเลยในคดีทั้งสองเห็นว่า มาตรา 72/5 ของพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อมาตรา 39 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เนื่องจากเป็นกรณีที่กฎหมายสันนิษฐานไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลกระทำความผิดด้วย โดยโจทก์ไม่จำต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำหรือเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งของจำเลยก่อน แต่กฎหมายกลับผลักภาระการพิสูจน์ไปยังฝ่ายจำเลยแทน บทบัญญัติเช่นนี้จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลจังหวัดสระแก้วและศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งจะใช้บทบัญญัติดังกล่าวในการตัดสินคดีของพวกเขา ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

          ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณามีอยู่ว่า มาตรา 72/5 ของพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา 39 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

          เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักในเบื้องต้นว่า มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งอยู่ในหมวดสิทธิหรือเสรีภาพของชนชาวไทย วรรคสองของมาตราดังกล่าวระบุว่า “ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด” บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญามิให้ตกอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด

          ศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำในคำวินิจฉัยด้วยว่า ข้อสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) ตามมาตรา 39 วรรคสองนี้ มีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และถือเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของหลักนิติธรรมซึ่งได้รับการยอมรับในนานาอารยะประเทศ

          ในทัศนะของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 72/5 ของพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 เป็นข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสันนิษฐานความผิดทางอาญาของจำเลย โดยโจทก์ไม่จำต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำหรือเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งของจำเลยก่อน เป็นการนำการกระทำความผิดของบุคคลอื่นมาเป็นเงื่อนไขของการสันนิษฐานให้จำเลยมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญา กรณีจึงเป็นการสันนิษฐานไว้แต่แรกว่า กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นได้กระทำความผิดร่วมกับนิติบุคคลด้วย อันเป็นการผลักภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไปยังกรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นทั้งหมดทุกคน

          บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการสันนิษฐานความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา โดยอาศัยสถานะของบุคคลเป็นเงื่อนไข มิใช่การสันนิษฐานข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดเพียงบางข้อหลังจากที่โจทก์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหา ขัดต่อหลักนิติธรรมที่ว่า โจทก์ในคดีอาญามีภาระต้องพิสูจน์การกระทำความผิดของจำเลยให้ครบองค์ประกอบความผิด

          นอกจากนี้ บทบัญญัติดังกล่าวยังเป็นการนำบุคคลเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีอาญาให้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งทำให้บุคคลนั้นอาจถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพจากการถูกจับกุมคุมขัง โดยไม่มีพยานหลักฐานตามสมควรในเบื้องต้นว่า บุคคลนั้นได้กระทำการหรือมีเจตนาประการใดอันเกี่ยวข้องกับความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

          ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยที่ 19 – 20/2556 ว่า มาตรา 72/5 ของพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 เฉพาะในส่วนที่สันนิษฐานให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคล ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือมีเจตนาประการใดอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนิติบุคคล เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อมาตรา 39 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับมิได้

          คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้มีผลอย่างสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย และทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องตรา “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560” เพื่อแก้ไขบทบัญญัติในพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 รวมถึงพระราชบัญญัติอื่น ๆ อีกกว่า 75 ฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ฯลฯ ให้สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
 
Back to top